2016-03-23

แนวทางการบริหารยา Tetanus immunoglobulin (TIG)

ชื่อยาสามัญ : tetanus immunoglobulin (TIG)
ชื่อทางการค้า : TETANUS GAMMA
รูปแบบยา : solutions for injections or infusions
ความแรงของยา : 125 iu/1 ml

Human Tetanus  immunoglobulin (TIG)
TIG เป็น specific immune globulin ที่มี tetanus antitoxin ซึ่งเตรียมจากเลือดของคน
ที่จะทำให้เกิดภูมิคุ้มกันต่อโรคบาดทะยัก แบบ passive immunization  มีข้อดีคือ half life ยาว (28วัน) และเกิด
hypersensitivity น้อยกว่า equine tetanus antitoxin (TAT)
Administration : IM injection
Dose :
1.Postexposure prophylaxis of tetanus : Adult and Children ≥7years  : 250 units single dose, Children
<7years :  4 units/Kg (คำนวณตามน้ำหนัก)
ในรายที่มีปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ และจำเป็นจะต้องได้รับยาในขนาดสูงอาจเพิ่มขนาดยาได้ถึง 500 IU ในกรณีต่อไปนี้
- บาดแผลติดเชื้อและไม่สามารถให้การรักษาได้ภายใน 24 ชั่วโมง
- บาดแผลลึก หรือบาดแผลที่เนื้อเยื่อถูกทำลาย ปริมาณออกซิเจนที่ไปเลี้ยงบาดแผลลดลง
หรือมีสิ่งแปลกปลอมต่างๆอยู่ในบาดแผล เช่น บาดแผลจากสุนัขกัด บาดแผลที่มีเหล็กในจากแมลงกัดต่อย
จากหนามต้นไม้ หรือจากการถูกยิง
2. Treatment of tetanus : 3000 – 6000 units

Adverse effect : ปวดบริเวณที่ฉีดและมีไข้ต่ำๆ , Angioneurotic edema
**สามารถฉีดพร้อมกับ tetanus toxoid (TT) ได้โดยแยกฉีดคนละข้าง
Storage : เก็บในตู้เย็น (อุณหภูมิ 2 ถึง 8 องศาเซลเซียส) และเก็บให้พ้นแสง ห้ามแช่แข็ง

References
1.Lacy CF, Armstrong LL, Goldman MP, Lance LL. Drug Information Handbook with International trade name index.
22th ed. Ohio: Lexi-comp Inc; 2013-2014.

2016-03-14

Fatal Drug Interaction - รพ.ท่าคันโท

FATAL DRUG INTERACTION คือคู่ยาที่มีรายงานการเกิดอันตรกิริยาระหว่างกันจนเป็นเหตุให้เกิดการเสียชีวิต

เกณฑ์ที่ใช้กำหนดคู่ยาที่เป็น FATAL DI ได้แก่

1.มีรายงานการเสียชีวิตอันเป็นผลจากอันตรกิริยาระหว่างยา
2.มีระดับความมีนัยสำคัญทางคลินิกระดับ I
3.มีความรุนแรงอยู่ในระดับ Major ซึ่งผลที่เกิดขึ้นจะก่อให้เกิดอันตรายถึงชีวิตและเป็นสาเหตุของความเสียหายอย่างถาวร
4.มีระดับความน่าเชื่อถือของข้อมูลอยู่ในระดับน่าเชื่อถือโดยมี Well Crontrolled – Studies (Establised) และน่าจะใช่(Proable)

โดยแบ่ง Fatal DI ดังนี้
1.Contraindication Fatal Drug Interactionคือ คู่ยา Fatal DI ที่มีหลักฐาน ชัดเจนว่าทำให้เกิด ADR ที่รุนแรง อยู่ในระดับ Major ภายในเวลาอันรวดเร็ว (rapid) หลังการได้รับยาร่วมกัน หรือ มีข้อมูลอ้างอิงในหนังสือ Drug Interaction Facts ว่า เป็นคู่ยาที่มีนัยสำคัญทางคลินิกอยู่ในระดับ 1 ที่มีข้อห้ามในการใช้ยาร่วมกัน
2.Mornitoring Fatal Drug Interaction คือ คู่ยา Fatal DI ที่มีหลักฐานชัดเจนว่าทำให้เกิด ADR ที่รุนแรงอย่างมีนัยสำคัญ ทางคลินิกระดับ 1 โดยอาจเกิด ADR ขึ้นอย่างรวดเร็ว (rapid) หรือช้า (delayed) ภายหลังการได้รับยาร่วมกัน แต่ สามารถป้องกันไม่ให้เกิด ADR ได้ถ้ามีการติดตามผู้ป่วยอย่างใกล้ชิด


คู่ยาที่เป็น FATAL DI รพ.ท่าคันโท
เกิดปฏิกิริยาระหว่างยาระดับ 1
ลำดับ Drug I Drug II Effect Management
1 Aminoglycoside
(Gentamicin, Streptomycin)
Furosemide ผลเพิ่มความเสี่ยงในการเกิด Nephrotoxicity และ Ototoxicity ได้ ให้ Auto Stop ทันที
2 Digoxin Furosemide
Spironolactone
ยาขับปัสสาวะเพิ่มการขับ K, Mg ทางไต ซึ่งมีผลต่อการทำงานของกล้ามเนื้อหัวใจ เพิ่มปัจจัยต่อการเกิด digitalis -induced arrhythmias เฝ้าระวังภาวะ Electrolyte imbalance
3 Efavirenz Ergotamine Non-Nucleoside Reverse Transcriptase Inhibitors (NNRTIs) รบกวน hepatic metabolism (CYP3A4) ของ Ergot derivatives ทำให้เสี่ยงต่อการเกิดพิษของ ergot สูงขึ้น เช่น peripheral vasospasm, ischemia of the extremities ไม่ควรให้ร่วมกัน
4. Erythromycin Simvastatin Erythromycin ยับยั้งการ Inhibition of metabolism (CYP3A4) ของ Simvastatin ทำให้เกิด Severe myopathy, rhabdomyolysis ถ้าเป็นไปได้ควรเลือกใช้ Fluvastatin และ Pravastatin แทน เนื่องจากไม่ได้เกิด metabolized ผ่าน CYP3A4
5. Erythromycin Digoxin Macrolide antibiotic ยับยั้งการขับออกผ่าน renal tubular P-glycoprotein ของ Digoxin ทำให้ระดับ Digoxin ในเลือดสูงขึ้น จนเกิดพิษได้ โดยอันตรกิริยาที่เกิดขึ้นมีผลคงอยู่นานหลายสัปดาห์เมื่อใช้ร่วมกัน ติดตามระดับยา Digoxin และอาการของการเกิดพิษ
6. Erythromycin
Roxithromycin
Ergotamine Macrolide antibiotic รบกวน hepatic metabolism ของ Ergotamine ทำให้เกิด Acute ergotism ที่มีอาการ peripheral ischemia ได้ ติดตามและให้คำแนะนำอาการ ergotism แก่ผู้ป่วย และเตรียมการลดขนาด Ergot
Sodium nitroprusside มีประโยชน์ในการลด Macrolide-Ergot-induced vasospasm

2015-12-08

การใช้ยาในหญิงตั้งครรภ์

การใช้ยาในหญิงตั้งครรภ์
Pregnancy Risk Category
องค์การอาหารและยาของประเทศสหรัฐอเมริกา (The United States Food and Drug Administration ,FDA) ได้จัดแบ่งกลุ่มยาตามระดับความปลอดภัยต่อมารดาและทารกในครรภ์ ออกเป็น 5 ประเภท คือ Pregnancy Category A , B , C , D และ X
Pregnancy Category A จากการศึกษาในมนุษย์พบว่าไม่มีความเสี่ยงในการก่อให้เกิดความผิดปกติต่อทารก ในครรภ์เมื่อใช้ในช่วง 3 เดือนแรก และไม่มีหลักฐานทางวิชาการที่แสดงให้เห็นว่ามีความเสี่ยงต่อการเกิดความผิด ปกติของทารกในครรภ์เมื่อใช้ในช่วงไตรมาสที่ 2 และ3 ดังนั้นยาที่จัดอยู่ในประเภทนี้สตรีมีครรภ์จึงสามารถใช้ได้อย่างปลอดภัย

Pregnancy Category B จากการศึกษาในสัตว์พบว่ายาที่จัดอยู่ในประเภทนี้ไม่มีความเสี่ยงในการทำให้ เกิดความผิดปกติของตัวอ่อนในครรภ์ แต่ไม่มีการศึกษาในมนุษย์ ดังนั้นยาที่จัดอยู่ในประเภทนี้สามารถใช้ในสตรีมีครรภ์ได้อย่างปลอดภัย

Pregnancy Category C จากการศึกษาในสัตว์พบว่ายาที่จัดอยู่ในประเภทนี้ทำให้เกิดความผิดปกติต่อตัว อ่อนในครรภ์ แต่ไม่มีการศึกษาในมนุษย์ ดังนั้นการจะใช้ยาในประเภทนี้ควรใช้เมื่อมีการประเมินจากแพทย์ระหว่าง ประโยชน์ที่ได้จากการใช้ยาและความเสี่ยงต่อความผิดปกติของทารกในครรภ์ว่า เกิดประโยชน์มากกว่าความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น
ส่วนอีกความหมายคือ ไม่มีการศึกษาในมนุษย์และสัตว์ทดลอง ดังนั้นการใช้ยาในประเภทนี้ควรใช้เมื่อเกิด
ประโยชน์จากการใช้ยา มากกว่าความเสี่ยงต่อความผิดปกติของทารกในครรภ์

Pregnancy Category D ยาที่จัดอยู่ในประเภทนี้มีความเสี่ยงในการก่อให้เกิดความผิดปกติต่อทารกในครรภ์
ดัง นั้นยาในกลุ่มนี้จะใช้ก็ต่อเมื่อมีการพิจารณาแล้วว่าจะก่อให้เกิดประโยชน์ มากกว่าความเสี่ยงต่อทารกในครรภ์ ซึ่งมักจะเป็นการใช้ยาเพื่อช่วยชีวิตมารดาหรือเป็นการใช้ยาเพื่อรักษาโรคที่ รุนแรงซึ่งไม่สามารถใช้ยาที่ปลอดภัยมากกว่าได้หรือไม่ได้ผลตามที่ต้องการ

Pregnancy Category X จากการศึกษาในสัตว์หรือมนุษย์พบว่ายาที่จัดอยู่ในประเภทนี้ทำให้เกิดความผิด ปกติของตัวอ่อนหรือทารกในครรภ์ และมีความเสี่ยงในการเกิดความผิดปกติมากกว่าประโยชน์ที่ได้รับจากยา ดังนั้นยาในประเภทนี้จัดเป็นยาที่ห้ามใช้ในสตรีมีครรภ์หรือในสตรีที่มีความ เสี่ยงที่จะตั้งครรภ์
ดังนั้นการจ่ายยา Pregnancy Category C ในหญิงตั้งครรภ์ 1-3 เดือน จะขึ้นอยู่กับการประเมินของแพทย์ ระหว่างประโยชน์ที่ได้จากการใช้ยาและความเสี่ยงในการเกิดความผิดปกติต่อทารก ในครรภ์ ว่าจะเกิดผลอย่างไรมากกว่ากัน ซึ่งถ้าหากมีความจำเป็นที่จะต้องใช้ยาในกลุ่ม Pregnancy Category C และไม่สามารถใช้ยาใน Category A หรือ Category B ได้แล้ว รวมทั้งได้ประเมินอย่างรอบคอบว่าเกิดประโยชน์ในการรักษามากกว่าความเสี่ยงใน การเกิดความผิดปกติต่อทารกในครรภ์

หลักการใช้ยาในหญิงตั้งครรภ์
1. การใช้ยาในระหว่างตั้งครรภ์นั้น มีความจำเพาะคือ ยาอาจจะไปมีผลต่อทารกในครรภ์ได้ ดังนั้นแพทย์จะต้องรู้ว่าการใช้ยาชนิดหนึ่งจะปลอดภัยกว่าการใช้ยาอีกชนิด หนึ่ง จึงต้องเลือกยาชนิดที่ปลอดภัยที่สุด เมื่อนำมาใช้ในระหว่างตั้งครรภ์
2. ให้ใช้ยาในขนาดต่ำที่สุดที่แนะนำให้ใช้ ที่มีประสิทธิภาพในการรักษาโรคในผู้ป่วยได้ในระหว่างตั้งครรภ์
3. พยายามไม่ใช้ยาหลายชนิดพร้อมกันในการรักษาโรค (polytherapy) ในระหว่างตั้งครรภ์
4. พยายามเลือกใช้ยาชนิดเก่าที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นยามาตรฐานในการรักษา (gold standard) มากกว่ายาชนิดใหม่ แม้ว่าจะมีการอ้างสรรพคุณในการรักษาดีกว่ายาชนิดเก่า เพราะเรื่องความปลอดภัยในทารกในครรภ์นั้น มักจะยังมีข้อมูลไม่เพียงพอ แต่ถ้าจะนำมาใช้ก็ต้องอยู่ในประเด็นที่ว่าไม่มียามาตรฐานชนิดอื่นๆ ให้เลือกใช้แล้ว หรือชั่งน้ำหนักแล้วเมื่อนำยาชนิดใหม่มาใช้แล้วจะได้ประโยชน์มากกว่าการ เลือกใช้ยาชนิดเก่า
Antibacterials (β-lactam drugs) US FDA Pregnancy Category
Amoxicillin B
Amoxicillin+clavulanic (Augmentin®) B
Ampicillin B
Ampicillin sodium + Sulbactam (Unasyn®) B
Cloxacillin B
Cephalexine B
Cefazolin B
Ceftazidime B
Ceftriaxone B
Cefdinir (Omnicef®) B
Cefditoren (Meiact®) B
Cefixime (cefspan®) B
Cefoperazone + sulbactam (sulperazone®) B
Imipenem + cilastatin (Tienam®) C
Meropenem (Meronem) ® B
Ertapenem (Invanz®) B
Quinolone
Norfloxacin C
Ciprofloxacin C
Ofloxacin C
Levofloxacin (Cravit®) C
Moxifloxacin (Avelox®) C
Macrolide
Erythromycin B
Roxithromycin (Rulid®) B
Clarithromycin (Klacid®, Crixan®) C
Azithromycin (Zithromax®) B
Other antibacterial
Tetracyclin D
Doxycyclin D
Clindamycin (Dalacin C®) B
Metronidazole (Flagyl®) B
Chloramphenicol C
Trimethoprim-Sulfamethoxazole (Bactrim®) C
Aminoglycoside
Gentamycin C
Amikacin D
Netilmycin D
Streptomycin D
Neomycin C
Antiviral drugs
Acyclovir B
Valacyclovir B
Ganciclovir C
Oseltamivir (Tamiflu®) C
Antifungal drugs
Itraconazole (Sporal®) C
Fluconazole (Diflucan®) C
Ketoconazole C
Clotrimazole V.T (Fungiderm®) B/C(Troches)
Griseofulvin C
Nystatin C
Anthelminthics
Albendazole C
Mebendazole C
Praziquantel B
Analgesics
Paracetamol B
Morphine C
Pethidine C/D(prolonged use or high doses at term)
Tramadol (Tramal®) C
Antimigraine
Ergotamine (Cafergot®) X
Zolmitriptan(Zomig®) C
Antiallergics and drugs used in anaphylaxis
Dexamethasone C
Hydrocortisone C
Prednisolone C/D (prolong use)
Antihistamine
Chlorpheniramine (CPM) B
Diphenhydramine(Benadryl®) B
Hydroxyzine (Atarax®) C
Doxepine (Sinequan®) C
Cetirizine (Zyrtec®) B
Loratadine (Clarityne®) B
Desloratadine (Aerius®) C
Fexofenadine (Telfast®) C
Triprolidine/Pseudoephedrine(Actifed®) C/C
Antitussives ; Expectorants
Acetylcysteine (Fluimucil®, Mysoven®, Nac long®) B
Codeine/Guaifenesin (Ropect®) C/C
Dextromethorphan (Romilar®) C
Bromhexine(Bisolvon®) B
Carbosysteine (Flemex®) B
Antiasthmatic drugs
Salbutamol (Ventolin®) C
Theophylline (Theo-dur®) C
Procaterol hydrochloride (Meptin) -
Salmeterol + fluticasone (Seretide®) C
Montelukast sodium (Singulair®) B
Nonsteroidal Anti-Inflammatory Drugs (NSAIDs)
Diclofenac (Votaren®) C
Ibuprofen (Brufen®) C/ D(in 3rd trimester or near delivery)
Mefenamic (Ponstan®) C/ D(in 3rd trimester or near delivery)
Meloxicam (Mobic®) C/ D(in 3rd trimester or near delivery)
Piroxicam (Feldene®,Brexin®) C/ D(in 3rd trimester or near delivery)
Naproxen (Synflex®) C/ D(in 3rd trimester or near delivery)
Indomethacin(Indocid®) C/ D (3rd trimester)
Sulindac (Clinoril®) B/D(in 3rd trimester or near delivery)
Celecoxib (Celebrex®) C/D
Parecoxib (Dynastat®) C
Dyspepsia
Alum milk (Aluminium + magnesium) C
Cimetidine B
Simeticone (Air-x®) C
Ranitidine B
Esomeprazole (Nexium®) B
Pantoprazole (Controloc®) B
Lantoprazole (Prevacid®) B
Rabeprazole (Pariet®) B
Omeprazole(Miracid®) C
Sucrafate B
Anti-emetic
Dimenhydrinate B
Domperidone (Motilium M®) C
Metoclopramide (Plasil®) B
Ondansetron (Onsia®) B
Hyoscine (Buscopan®) C
Anti –Diarrheals
Loperamide(Imodium®) B
Diphenoxylate/atropine(Lomotil®) C/C
Activated charcoal (Ultracarbon®) C
Antispasmodics
Hyoscine-N-butylbromide (Buscopan) C
Mebeverine(Colofac) B
Flavoxate (Urispas) B
Laxatives
1.Bulk-forming laxative
Psyllium (Mucillin®) B
Macrogol (Forlax®) C
2.Stimulant
Senna (Senokot®) C
Bisacodyl (Dulcolax®) C
Castor oil (น้ำมันละหุ่ง) _
3.Osmotic laxatives
Glycerin suppositories C
Magnesium Hydroxide (Milk of magnesia®) -
Lactulose (Duphalac®) B
4.Lubricants
Mineral oil (Liquid paraffin) B
5.Stool softener
Docusate sodium C
Tranquilizers
Diazepam D
Alprazolam (Xanax®) D
Clonazepam (Rivotril®) D
Anticonvulsants/Antiepileptics
Phenobarbital D
Phenytoin (Dilantin®) D
Valproic acid (Depakin®) D
Carbamazepine (Tegretol®) D
Gabapentin (Neurontin®) C
Antidepression
Amitriptyline C
Doxepin (Sinequan®) C
Duloxetine (Cymbalta®) C
Fluoxetine (Prozac®) C
Nortriptyline C
Sertraline (Zoloft®) C
Venlafaxine (Efexor XR®) C
หมายเหตุ
การจัด กลุ่มของยาที่ใช้ในระหว่างตั้งครรภ์ตามคณะกรรมการ The Medicines in Pregnancy Working Party of the Australian Drug Evaluation Committee (ADEC) โดยแบ่งเป็น 7 กลุ่ม ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้
กลุ่ม A เป็นยาที่สามารถนำมาใช้ได้ในหญิงตั้งครรภ์ หรือในระยะให้นมบุตร โดยที่ยาในกลุ่มนี้ไม่เคยพบว่า ทำให้เกิดความพิการของทารกในครรภ์ ไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม ดังนั้นจึงสามารถนำยาในกลุ่มนี้มาใช้ได้อย่างปลอดภัย และยาในกลุ่มนี้ก็มีการใช้กันมาแล้วอย่างกว้างขวาง
กลุ่ม C ยาในกลุ่มนี้ถ้าพิจารณาตามเภสัชวิทยาของยาพบว่า อาจเป็นสาเหตุหรือเป็นที่สงสัยว่า เมื่อใช้ยาแล้วจะเกิดผลเสียในทารกนี้สามารถรักษาให้กลับมาเป็นปกติได้ โดยไม่เกิดความพิการให้ตรวจพบได้ ยาในกลุ่มนี้สามารถนำมาใช้ได้ แต่ต้องมีความระมัดระวังเพิ่มขึ้นในการใช้ยา
กลุ่ม B1 ยาในกลุ่มนี้เป็นยาที่มีการใช้กันยังไม่มากนักในหญิงตั้งครรภ์ หรือในระยะให้นมบุตร ไม่เคยพบว่าทำให้เกิดความพิการของทารกในครรภ์ ไม่ว่าโดยทางตรงหรือโดยทางอ้อม และจากการศึกษายาในกลุ่มนี้กับสัตว์ทดลองก็ไม่พบว่า เพิ่มโอกาสเสี่ยงที่ตัวอ่อนจะถูกทำลาย (fetal damage)
กลุ่ม B2 ยังมีการใช้น้อยในหญิงตั้งครรภ์หรือในระยะให้นมบุตร แต่ที่ต่างจากกลุ่ม B1 คือ ข้อมูลการใช้ยาในกลุ่มนี้ในสัตว์ทดลองยังมีจำกัด อย่างไรก็ตามข้อมูลที่มีในสัตว์ทดลองก็ยังไม่พบว่าเพิ่มโอกาสเสี่ยงที่ตัว อ่อนจะถูกทำลาย
กลุ่ม B3 ยังมีการใช้น้อยในหญิงตั้งครรภ์ หรือในระยะให้นมบุตร แต่ที่ต่างจากกลุ่ม B1 ก็คือ การศึกษาในสัตว์ทดลองพบว่า เพิ่มโอกาสเสี่ยงที่ตัวอ่อนจะถูกทำลาย อย่างไรก็ตาม ผลเสียที่เกิดชัดเจนในสัตว์ทดลองนั้น เมื่อพิจารณาในคนแล้วก็ยังไม่สามารถแน่ใจได้ว่าจะมีผลเสียต่อทารกในครรภ์
กลุ่ม D เป็นยาที่พิสูจน์แล้วว่าเป็นสาเหตุ หรือสงสัยว่าน่าจะเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดผลเสียหรือเกิดความพิการนี้ไม่ สามารถแก้ไขให้กลับมาเป็นปกติได้ นอกจากนี้ ยาในกลุ่มนี้ยังก่อให้เกิดผลข้างเคียงทททางเภสัชวิทยาได้ด้วย อย่างไรก็ตาม ยาในกลุ่มนี้ก็ไม่เป็นข้อห้ามสมบูรณ์ในการนำมาใช้ในระหว่างตั้งครรภ์ตัวอย่างยาในกลุ่มนี้ เช่น ยากันชัก ดังนั้น การใช้ยาในกลุ่มนี้จะต้องมีความระมัดระวังเป็นพิเศษ
กลุ่ม X มีคุณสมบัติคล้ายยากลุ่ม D ยาในกลุ่มนี้เป็นข้อห้ามสมบูรณ์ในการนำมาใช้ในระหว่างการตั้งครรภ์ หรือแม้แต่ในกรณีที่สงสัยว่าจะตั้งครรภ์ก็ห้ามนำมาใช้เช่นกัน เนื่องจากยาในกลุ่มนี้มีผลทำให้เกิดการทำลายตัวอ่อนอย่างถาวร (permanent damage)

References
1.Lacy CF, Armstrong LL, Goldman MP, Lance LL. Drug Information Handbook with International trade name index. 22th ed. Ohio: Lexi-comp Inc; 2013-2014.
2.Competencyrx. การใช้ยาในหญิงตั้งครรภ์. Retrieved December 4, 2015, from Competencyrx. Web site: http://competencyrx.com/index.php?option=com_content&view=article&id=108:2010-05-11-08-11-33&catid=48:2010-03-22-09-59-11&Itemid=101
3. Gerald G. Briggs, B. Pharm, Drugs in Pregnancy and Lactation, 7th ed. Lippincott Williams & Wilkins, 2005, xxi - xxviCharles F. Lacy, RPh, PharmD, Drug Information Handbook International, 12th ed. Lexi-Comp Inc, 2004, 516
3. Kirsten K. Novak, Drug Facts and Comparisons, 59th ed. Wolters Kluwer Health Inc, 2003, A4
4. Breastfeeding and maternal medication. Department of Child and Adolescent Health and Development,World Health Organization,2003.
5. Weiner CP. Drugs for pregnant and lactating woman. 2nd ediotion 2009.
6. Briggs GG, Freeman RK, Yaffe SJ. Drugs in pregnancy and lactation. 8th edition.
7. การใช้ยาในหญิงตั้งครรภ์ : คิดก่อนใช้ นพ. ประทักษ์ โอประเสริฐศักดิ์ .วารสารคลินิก เล่มที่ 222 หน้า 520-523

2015-11-07

แนวทางการบริหารยา Nitroglycerin inj.

Nitroglycerin injection 50 mg/10 ml

Pregnancy category: C 

การเก็บรักษา/ความคงตัว 

ควบคุมอุณหภูมิไม่เกิน 25 ํC ป้องกันแสง ยาที่เหลือหลังจากเปิดใช้แล้วให้ทิ้งไป โดยยาที่ผสมแล้วบรรจุในภาชนะแก้วหรือพลาสติกชนิด polyolefin หรือ polyethylene (ห้าม PVC) เก็บได้ 24 ชั่วโมงที่อุณหภูมิห้อง

ข้อบ่งใช้ / ขนาดยา/วิธีใช้

Angina pectoris, Hypertensive emergencies


เด็ก แนะนำ IV : เริ่มต้น 0.25-0.5 mcg/kg/min
MAX 5 mcg/kg/min ในกรณีโรคหัวใจล้มเหลวหรือหัวใจขาดเลือดที่มี complication
MAX 60 mcg/kg/min ในกรณี Pulmonary edema

ผู้ใหญ่ แนะนำ IV : เริ่มต้น 5 mcg/min หลังจากนั้นปรับตาม response (เพิ่มขนาดครั้งละ 5 mcg/min ทุก 3-5 นาที)
จนถึง 200 mcg /min

ผู้สูงอายุ : แนะนำขนาดยาเหมือนผู้ใหญ่แต่ควรใช้ขนาดต่ำเนื่องจาก อาจเกิด postural hypotension
**** IV ความเข้มข้นสุดท้ายไม่ควรเกิน 400 mcg/mL และควรใช้ infusion pump เพื่อได้ rate ที่ถูกต้อง ****
ข้อห้ามใช้: Angina pectoris ที่เกิดจาก hyper tropic obstructive cardiomyopathy, ผู้ป่วยที่ใช้ยากลุ่ม  phosphodiesterase type-5 2 inhibitors เช่น sildenafil, ผู้ที่แพ้ยา, ความดันในสมองสูงหรือมีภาวะโลหิตจางรุนแรง

อาการไม่พึงประสงค์ที่สำคัญ ความดันโลหิตต่ำ, วิงเวียน,  ใจสั่น,  ปวดศีรษะ , cyanosis

การเตรียมยา: สารที่ใช้เจือจาง คือ D5W หรือ NSS ผสมยาและบริหารยาในบรรจุภัณฑ์ที่เป็นขวดแก้วหรือพลาสติกชนิด  polyolefin หรือ polyethylene เท่านั้น (ห้าม PVC) เนื่องจากบรรจุภัณฑ์ที่เป็นพลาสติกจะดูดซับยาไว้ที่ผิว

การผสม
NTG 1amp มียา 50 mg / 10 cc (5 mg =1cc)
NTG 1:1 = NTG 20 cc (100 mg) + 5 DW 100 cc
NTG 1:2 = NTG 10 cc (50 mg) + 5 DW 100 cc
NTG 1:5 = NTG 4 cc (20 mg) + 5 DW 100 cc
NTG 1:10 = NTG 2 cc (10 mg) + 5 DW 100 cc

การติดตามผล Monitor : ทุก15 นาที หลังให้ยาใน 30 นาทีแรก หลังจากนั้นทุก 1 ชั่วโมง
1. Hypotension BP ผู้ใหญ่ ไม่ต่ำกว่า 90/60 mmHg
2. Bradycardia HR ผู้ใหญ่ ไม่ต่ำกว่า 60 ครั้ง/นาที
3. Reflex tachycardia HR ผู้ใหญ่ ไม่เกิน 100 ครั้ง/นาที
Critical point (ให้รายงานแพทย์): BP<90/60 mmHg, heart rate<60/min

การป้องกัน/แก้ไขปัญหาความคลาดเคลื่อนทางยา 
อาการพิษ : ความดันโลหิตต่ำ หน้าแดง หมดสติ ปวดหัว หัวใจเต้นเร็ว methemoglobin ความดันในสมองเพิ่มขึ้น สับสน เวียนศีรษะ ใจสั่น คลื่นไส้ อาเจียน หอบ Heart block หัวใจเต้นช้า
- ให้การรักษาแบบประคับประคองและรักษาตามอาการ
 -  ถ้าเกิดภาวะ blurred vision หรือปากแห้งให้หยุดยา
 -  ถ้าเกิด hypotension อย่างรุนแรงและ reflex tachycardia หรือ pulmonary wedge pressure ลดลง
     * ให้ลดอัตราเร็วของการให้ยาลง หรือหยุดชั่วคราว
     * ให้นอนหงาย ปรับศีรษะต่ำลง ให้ IV fluid
     * ให้ Oxygen และเครื่องช่วยหายใจ
     * ห้ามใช้ Epinephrine, Dopamine
References :

แนวทางการบริหารยา Norepinephrine (Levophed) inj.

Norepinephrine (Levophed) 1 mg/mL (4 mL) 

- Pregnancy category: C 

ขนาดและวิธีการบริหารยาโดยทั่วไป 

การให้ยาแบบ continuous I.V. infusion
เด็ก : ขนาดเริ่มต้น 0.05 – 0.1 mcg/kg/min เพิ่มขนาดจนได้ผลที่ต้องการ; maximum dose 2 mcg/kg/minผู้ใหญ่ : ขนาดเริ่มต้น 0.5 – 1.0 mcg/min เพิ่มขนาดจนได้ผลที่ต้องการ; โดยทั่วไปอยู่ในช่วง 8 – 30 mcg/min
Hypotension, shock and cardiopulmonary resuscitation
เด็ก : ขนาดเริ่มต้น 0.1 mcg/kg/min แล้วค่อยๆ เพิ่มอัตราการหยดยาได้ถึง 2 mcg/kg/min
ผู้ใหญ่ : ขนาดเริ่มต้น 8 – 12 mcg/min (maximum dose : 30 mcg/min)

การผสม ความคงตัวของยา และความเข้ากันได้
  • เจือจางยาด้วย D5W หรือ D5S ปริมาตร 100 mL ไม่แนะนำให้เจือจางใน NSS เดี่ยวๆเพื่อป้องกันการสูญเสียความแรงของยาจากปฏิกิริยา oxidation
  • ห้ามให้ในสาย I.V. เดียวกันกับเลือดและพลาสมา หรือสารละลายที่เป็นด่าง เช่น sodium bicarbonate 
  • สารละลายที่เจือจางแล้วจะมีความคงตัว 24 ชั่วโมง ที่อุณหภูมิห้อง โดยเก็บให้พ้นแสง 
  • ห้ามใช้สารละลายที่ขุ่นหรือเปลี่ยนเป็นสีชมพู สีเหลืองเข้ม หรือสีน้ำตาล

ข้อปฏิบัติทางการพยาบาล

1. บริหารยาเข้าทางหลอดเลือดดำ โดยใช้ infusion pump เพื่อให้สามารถควบคุมการใช้ยาได้ดี
2. เริ่มให้ยาอย่างช้าๆและปรับเพิ่มตามความจำเป็นโดยต้องติดตามดูการตอบสนองของผู้ป่วย การหยุดยาต้องค่อยๆปรับลดลง ห้ามหยุดยาทันที เพื่อป้องกันภาวะความดันเลือดต่ำ
3. ควรให้ยาเข้าหลอดเลือดดำใหญ่ตรง antecubital vein ที่ข้อศอกด้านในหรือให้ยาทางหลอดเลือดดำ femoral ที่หน้าขา ไม่ควรให้ยาโดยวิธี catheter tie-in เพราะจะทำให้เกิดยาคั่งเฉพาะที่
4. วัดความดันโลหิตและชีพจรทุก 2 นาที เมื่อเริ่มให้ยา และวัดทุก 15-30 นาทีเมื่อความดันโลหิตอยู่ในระดับที่ต้องการ (ปกติไม่ต่ำกว่า 90/60 mmHg, SBP 80-100 mmHg หรือ SBP ไม่เพิ่มเกิน 40 mmHg)
5. หลีกเลี่ยงการผสมใน Alkaline solution เช่น KCl , NaHCO3
6. ดูแลการปรับอัตราหยดของยาตามคำสั่งแพทย์อย่างเคร่งครัด
7. ควร Monitor EKG ขณะให้ยา บันทึก I/O ติดตามระดับความรู้สึกตัว ประเมิน tissue perfusion v/s ผู้ป่วย
9. รายงานแพทย์เมื่อ
  • Bradycardia; pulse < 60 BPM, Hypotension 
  • ปริมาณปัสสาวะลดลง < 0.5 ml/kg/hr 
  • มีการรั่วซึมของยาออกนอกเส้นเลือด อาการยาเกินขนาด: หัวใจเต้นเร็ว ปวดศีรษะ และความดันสูงมาก
References :